ReadyPlanet.com
dot
dot
ความรู้ทางการศึกษาพิเศษ
dot
bulletAI และเทคโนโลยี
bulletการจัดการเรียนรู้
bulletร่างกายหรือสุขภาพ
bulletการเรียนรู้
bulletพฤติกรรมและอารมณ์
bulletภาษาและการสื่อสาร
bulletการเห็น
bulletการได้ยิน
bulletพิการซ้อน
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
bulletIRIS: Professional Development
bulletโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์
bulletสถิติการศึกษา สพฐ.
dot
Newsletter

dot


เพลง
สมาคมวิจัยทางการศึกษาพิเศษ
ดวง
ประสาทสัมผัส
ออทิสติก
ดาวน์โหลด
วิจัย พิเศษ


AI และเทคโนโลยี

การใช้ AI กับนักเรียนพิการอย่างรับผิดชอบ: โอกาส ความเสี่ยง และหลักปฏิบัติ

บทนำ

ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเปลี่ยนแปลงการศึกษาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การสร้างเนื้อหา การแปลภาษา การสรุปบทเรียน การอ่านออกเสียง การถอดเสียงเป็นข้อความ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลการเรียนและออกแบบกิจกรรมรายบุคคล สำหรับนักเรียนพิการ AI อาจเป็นมากกว่าเครื่องมือเพิ่มความสะดวก เพราะสามารถลดอุปสรรคด้านการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และการแสดงความรู้ได้  อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่า “AI ช่วยนักเรียนพิการได้” เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะ AI ไม่ได้มีความเป็นกลางหรือเข้าถึงได้โดยอัตโนมัติ ระบบอาจสร้างข้อมูลผิด แปลภาษามือคลาดเคลื่อน ไม่เข้าใจรูปแบบการสื่อสารของผู้เรียน มีอคติต่อความพิการ หรือเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น หากโรงเรียนนำ AI มาใช้โดยไม่มีหลักกำกับ เทคโนโลยีที่ตั้งใจลดความเหลื่อมล้ำอาจกลับสร้างการกีดกันรูปแบบใหม่ขึ้นได้

UNESCO จึงเสนอให้การใช้ AI ในการศึกษายึดแนวทางที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เคารพสิทธิ ความเป็นส่วนตัว ความเสมอภาค และความสามารถของผู้เรียนในการตัดสินใจ มิใช่มอบอำนาจการสอนและการประเมินให้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด (UNESCO, 2023; UNESCO, 2025)

 AI ในการศึกษาพิเศษหมายถึงอะไร  AI ในการศึกษาพิเศษครอบคลุมเครื่องมือหลายประเภท เช่น

  • AI สร้างข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และแบบฝึกหัด
  • ระบบแปลงเสียงเป็นข้อความและข้อความเป็นเสียง
  • เครื่องมือสร้างคำบรรยายสดหรือคำบรรยายใต้ภาพ
  • โปรแกรมช่วยอ่าน เขียน สะกดคำ และจัดระบบความคิด
  • ระบบแปลภาษาและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภาษามือ
  • ระบบปรับระดับเนื้อหาและกิจกรรมตามความต้องการของผู้เรียน
  • ระบบวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้และเสนอข้อมูลย้อนกลับ
  • เทคโนโลยีช่วยการเข้าถึงสำหรับผู้เรียนที่มีข้อจำกัดด้านการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร หรือการเรียนรู้

ต้องแยกให้ชัดว่า AI เป็น “เครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงและการเรียนรู้” ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความพิการ ไม่ใช่ผู้กำหนดศักยภาพของเด็ก และไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจแทนครู ผู้ปกครอง หรือคณะสหวิชาชีพ

 

โอกาสของ AI สำหรับนักเรียนพิการ

1. เพิ่มการเข้าถึงเนื้อหา

AI สามารถแปลงเนื้อหาเดียวกันให้เป็นหลายรูปแบบ เช่น เปลี่ยนข้อความเป็นเสียง สรุปข้อความยาวเป็นภาษาที่ง่ายขึ้น สร้างคำบรรยายให้วิดีโอ อธิบายภาพ หรือจัดเนื้อหาเป็นแผนผัง ซึ่งสอดคล้องกับหลัก Universal Design for Learning ที่เสนอให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลและแสดงความรู้ได้หลายวิธี

ตัวอย่างเช่น นักเรียนตาบอดอาจใช้ระบบอ่านข้อความและคำอธิบายภาพ นักเรียนหูหนวกอาจใช้คำบรรยายสดและบทถอดความ ส่วนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้อาจใช้ AI ช่วยแบ่งข้อความเป็นส่วนสั้น ๆ อธิบายคำศัพท์ หรือจัดลำดับความคิด

แต่ “มีฟังก์ชันช่วยการเข้าถึง” ไม่ได้แปลว่า “เข้าถึงได้จริง” โรงเรียนยังต้องทดสอบกับผู้เรียนและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้งานจริง เพราะระบบบางชนิดอาจทำงานได้ไม่ดีกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ แป้นพิมพ์ หรือรูปแบบภาษาของผู้เรียน

2. สนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคล

AI สามารถช่วยครูสร้างตัวอย่างหลายระดับ ปรับความซับซ้อนของภาษา สร้างแบบฝึกเสริม และให้ข้อมูลย้อนกลับเบื้องต้นตามจังหวะการเรียนรู้ของแต่ละคน การใช้ลักษณะนี้ช่วยลดภาระงานเชิงเทคนิคของครู และทำให้ครูมีเวลาสังเกต สนทนา และช่วยเหลือผู้เรียนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับเนื้อหาให้ “ง่ายลง” อย่างต่อเนื่องอาจกลายเป็นการลดความคาดหวังต่อผู้เรียนพิการ ครูจึงต้องแยกระหว่าง

  • การลดอุปสรรคในการเข้าถึง เช่น เพิ่มภาพ คำบรรยาย หรือคำอธิบายคำศัพท์
  • การเปลี่ยนเป้าหมายหรือระดับความยากของหลักสูตร

AI ควรช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเป้าหมายที่มีความหมาย ไม่ใช่ทำให้ผู้เรียนได้รับหลักสูตรที่ด้อยกว่าผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

3. เพิ่มทางเลือกในการสื่อสารและแสดงความรู้

ผู้เรียนอาจใช้ AI ช่วยร่างข้อความ จัดลำดับความคิด สร้างภาพประกอบ หรือแปลงผลงานจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น นักเรียนหูหนวกอาจนำเสนอความรู้ผ่านวิดีโอภาษามือพร้อมคำบรรยาย นักเรียนที่มีข้อจำกัดด้านการเขียนอาจใช้การพูดหรืออุปกรณ์สื่อสารเพื่อสร้างข้อความ และนักเรียนออทิสติกอาจใช้โครงสร้างคำถามจาก AI เพื่อเตรียมการนำเสนอ

การช่วยเหลือนี้ควรทำให้ผู้เรียนสื่อสารความคิดของตนได้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้ AI สร้างผลงานแทนทั้งหมด เพราะหากครูไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นความคิดของนักเรียนและส่วนใดมาจาก AI การประเมินย่อมไม่สะท้อนการเรียนรู้ที่แท้จริง

4. สนับสนุนการทำงานของครู

ครูอาจใช้ AI ช่วยร่างแผนการสอน สร้างคำถามหลายระดับ จัดทำสื่อภาพ เสนอแนวทางปรับกิจกรรม หรือช่วยตรวจสอบความชัดเจนของคำสั่งได้ แต่ผลลัพธ์ต้องผ่านการพิจารณาของครูเสมอ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความพิการ สุขภาพ พฤติกรรม และการประเมินรายบุคคล

AI อาจช่วยร่างองค์ประกอบของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลหรือ IEP ได้ แต่ไม่ควรกำหนดเป้าหมาย IEP จากข้อมูลทั่วไป เพราะเป้าหมายที่มีคุณภาพต้องมาจากข้อมูลพื้นฐานจริง ความต้องการจำเป็น ความเห็นของผู้เรียนและครอบครัว ตลอดจนการพิจารณาของครูและผู้เชี่ยวชาญ

ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา

1. ข้อมูลผิดหรือสร้างขึ้นเอง AI เชิงกำเนิดสามารถสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งแต่งชื่อบุคคล งานวิจัย แหล่งอ้างอิง หรือข้อกฎหมายที่ไม่มีอยู่จริง ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า “การสร้างข้อมูลคลาดเคลื่อน” จึงไม่ควรใช้ความมั่นใจของภาษาเป็นหลักฐานว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง

NIST เตือนว่าการเชื่อถือระบบอัตโนมัติมากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ละเลยการตรวจสอบ และขยายผลกระทบจากข้อมูลผิดหรืออคติของระบบ (NIST, 2024) ดังนั้น ข้อมูลจาก AI ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ การวินิจฉัย การรักษา การจัดบริการ หรือการประเมินผู้เรียน ต้องตรวจสอบกับแหล่งปฐมภูมิและผู้เชี่ยวชาญเสมอ

2. อคติต่อความพิการ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้น หากข้อมูลฝึกมีภาพแทนคนพิการในลักษณะน่าสงสาร พึ่งพิง หรือมีความสามารถต่ำ ระบบอาจผลิตคำตอบที่ตอกย้ำอคติเหล่านั้น เช่น แนะนำกิจกรรมที่ง่ายเกินไป ประเมินศักยภาพต่ำกว่าความเป็นจริง หรือใช้ภาษาที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

อคติไม่ได้เกิดจากตัวแบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่อาจเกิดจากข้อมูล กระบวนการออกแบบ วิธีตั้งคำถาม และการตีความของผู้ใช้ NIST จึงเสนอให้จัดการอคติตลอดวงจรชีวิตของระบบและเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายมีส่วนร่วม (NIST, 2021)

3. การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลเกี่ยวกับความพิการ สุขภาพ พฤติกรรม ผลการประเมิน และแผน IEP เป็นข้อมูลที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด ครูไม่ควรนำชื่อ–นามสกุล ภาพใบหน้า เสียง เลขประจำตัว ผลตรวจ เอกสาร IEP หรือประวัติรายบุคคลของนักเรียนป้อนลงใน AI สาธารณะโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย มาตรการคุ้มครอง และการพิจารณาวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหลักเกี่ยวกับการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งกำหนดการคุ้มครองข้อมูลบางประเภทเป็นกรณีพิเศษ (ราชกิจจานุเบกษา, 2562)

หลักง่ายที่สุดคือ หากไม่จำเป็นต่อการใช้ AI อย่านำข้อมูลของเด็กเข้าสู่ระบบแม้จะลบชื่อแล้ว ข้อมูลบางชุดก็อาจเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้ โดยเฉพาะกรณีที่ระบุโรงเรียน ชั้นเรียน ประเภทความพิการ เหตุการณ์เฉพาะ และรายละเอียดครอบครัวร่วมกัน

4. การเข้าถึงที่ไม่เท่าเทียม

ผู้เรียนบางคนไม่มีอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต บัญชีผู้ใช้ หรือทักษะดิจิทัลเพียงพอ ขณะที่เครื่องมือรุ่นใช้ฟรีอาจมีข้อจำกัดมากกว่ารุ่นที่ต้องชำระเงิน หากครูกำหนดให้นักเรียนใช้ AI โดยไม่จัดทางเลือกที่เท่าเทียม อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำเดิมรุนแรงขึ้น

UNICEF ชี้ว่า AI สามารถเพิ่มการเข้าถึงสำหรับเด็กพิการได้ แต่ต้องป้องกันการขยายช่องว่างทางดิจิทัล และต้องออกแบบระบบโดยคำนึงถึงสิทธิ ความปลอดภัย การไม่เลือกปฏิบัติ และประโยชน์สูงสุดของเด็ก (UNICEF, 2025)

5. ความแม่นยำของเทคโนโลยีช่วยการสื่อสาร

คำบรรยายอัตโนมัติอาจถอดคำศัพท์เฉพาะ ชื่อบุคคล หรือเสียงพูดที่ไม่ชัดเจนผิดพลาด ส่วนระบบที่อ้างว่าสามารถแปลภาษามืออาจยังไม่เข้าใจไวยากรณ์ บริบท สีหน้า ท่าทาง และความหลากหลายของผู้ใช้ภาษามือได้ครบถ้วน

ดังนั้น คำบรรยายอัตโนมัติไม่ควรถูกใช้แทนล่ามภาษามือหรือการจัดบริการที่เหมาะสมในสถานการณ์สำคัญ และไม่ควรถือว่าภาพตัวละครขยับมือคือการแปลภาษามือที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ

6. การพึ่งพา AI จนลดทักษะของผู้เรียน

หาก AI คิด เขียน แก้ปัญหา และตัดสินใจแทนนักเรียนทั้งหมด ผู้เรียนอาจได้ชิ้นงานที่ดูดีขึ้น แต่ไม่ได้พัฒนาความคิด การสื่อสาร หรือการกำกับตนเอง โรงเรียนจึงต้องออกแบบให้ AI ทำหน้าที่เป็น “นั่งร้านการเรียนรู้” ซึ่งค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยตนเอง

7. การใช้ AI ตัดสินใจแทนมนุษย์

             ·   ไม่ควรใช้ AI เพียงระบบเดียวในการ

·   วินิจฉัยหรือคัดกรองความพิการ

·        ตัดสินว่านักเรียนควรเรียนในรูปแบบใด

·        กำหนดระดับสติปัญญาหรือศักยภาพ

·        ให้คะแนนที่มีผลสำคัญต่ออนาคต

·        กำหนดเป้าหมาย IEP

·        ทำนายพฤติกรรมหรือความเสี่ยงของผู้เรียน

·        ตัดสิทธิหรือจำกัดโอกาสทางการศึกษา

การตัดสินใจเหล่านี้ต้องมีมนุษย์รับผิดชอบ อธิบายเหตุผลได้ ใช้ข้อมูลหลายแหล่ง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือผู้ปกครองทักท้วงได้

 

สรุป

AI มีศักยภาพในการลดอุปสรรคและขยายโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนพิการ แต่ประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อโรงเรียนออกแบบการใช้ AI บนฐานของสิทธิ ความเสมอภาค การเข้าถึง ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ โรงเรียนไม่ควรถามเพียงว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่ต้องถามเพิ่มเติมว่า “AI ทำงานได้ดีกับใคร ใครอาจถูกกีดกัน ข้อมูลของใครถูกนำไปใช้ ใครรับผิดชอบเมื่อระบบผิดพลาด และผู้เรียนยังมีสิทธิตัดสินใจหรือไม่”

หลักสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การใช้ AI ให้มากที่สุด แต่คือการใช้เท่าที่จำเป็น ใช้อย่างตรวจสอบได้ และใช้เพื่อเพิ่มอำนาจในการเรียนรู้ของผู้เรียน มิใช่ลดทอนความเป็นมนุษย์หรือแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์

  เอกสารอ้างอิง

National Institute of Standards and Technology. (2023). Artificial intelligence risk management framework (AI RMF 1.0). https://doi.org/10.6028/NIST.AI.100-1

National Institute of Standards and Technology. (2024). Artificial intelligence risk management framework: Generative artificial intelligence profile. https://doi.org/10.6028/NIST.AI.600-1

UNESCO. (2023). Guidance for generative AI in education and research. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000386693

UNESCO. (2024a). AI competency framework for students. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000391105

UNESCO. (2024b). AI competency framework for teachers. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000391104

UNESCO. (2025). AI and education: Protecting the rights of learners. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000395373

UNESCO Institute for Information Technologies in Education. (2025). Digital technologies for inclusive education: Recommendations for promoting an ICT-based learning environment for resource centres and schools. https://iite.unesco.org/publications/digital-technologies-for-inclusive-education-recommendations/

UNICEF Innocenti. (2025). Guidance on AI and children: Version 3.0. https://www.unicef.org/innocenti/reports/policy-guidance-ai-children

World Wide Web Consortium. (2023). Artificial intelligence and accessibility research symposium. https://www.w3.org/WAI/research/ai2023/

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562. (2562, 27 พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 136(69 ก), 52–95. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17082307.pdf